คำถามที่พบบ่อย

คำถาม อาการนี้ เป็นอาการของโรค ลูมาติซั่มหรือไม่
ข้อความ ดิฉัน มีอายุ 48 ปีค่ะ เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ดิฉัน ได้เข้ารับการผ่าตัด เนื่องจาก พบเนื้องอกในมดลูก ขนาดประมาณ 14 ซม.ด้วยวิธีการใช้กล้องค่ะ คุณหมอได้พิจารณาแล้วว่า ให้ตัดมดลูกและรังไข่ ผลการตรวจสอบชิ้นเนื้อ เป็นเนื้องอกธรรมดา หลังจากนั้นประมาณ 45 วัน ดิฉันก็ไปทำงาน แต่ตอนเย็น ดิฉันปวดศีรษะมาก และอาเจียน รุ่งขึ้นเช้า ดิฉันมีอาการปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ ของร่างกายหลายจุด ทั้ง ข้อนิ้วมือทั้งหมด ข้อแขน ข้อหัวใหล่ คอ หลัง ซึ่ง คิดว่าขาดฮอร์โมน จึงรับประทานฮอร์โมน ลิเวียร์ ตามหมอสั่ง แคลเซียม และ โฟลิค หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ก็ยังไม่หาย จึงได้ไปตรวจที่แผนกอายุรกรรมของโรงพยาบาลที่ผ่าตัด แต่ก็ไม่พบว่าเป็นอะไร หมอให้ตรวจเลือด เช็ค รูมตอย Sle ได้ผลว่า ปกติ แต่คุณหมอกล่าวว่า มีผลบางตัวที่บอกว่า พบความผิดปกติ แต่ต้องค้นหาต่อไป และคุณหมอได้ให้ยามาทาน อาการก็ยังเหมือนเดิม ไปพบหมอกระดูก คุณหมอให้ X-ray คอ ว่าเป็นกระดูกเสื่อมหรือไม่ ก็ไม่พบ และให้ยามาทาน อาการก็ยังเหมือนเดิม ดิฉันกลับไปหาหมออายุรกรรมคนเดิม คุณหมอบอกว่า เป็นลูมาติซั่ม แต่คุณหมอไม่ได้ตรวจอะไร ไม่ได้ให้ยา ดิฉันจึงอยากเรียนถามคุณหมอ ว่า ดิฉันมีโอกาส เป็นโรคอะไรได้บ้าง มีโอกาสเป็นโรคลูมาติซั่มไหมคะ ก่อนผ่าตัด ไม่เคยมีอาการปวดเมื้อยทุกข้ออย่างนี้ ดิฉัน ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นความดัน ไขมันปกติ ขอความกรุณาคุณหมอ ช่วยแนะนำด้วยนะคะ อยากอยู่กับลูกไปนานๆค่ะ กลัวว่า ถ้าตรวจหาสาเหตุไม่เจอ จะสายเกินแก้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ ยาที่ทานอยู่ปัจจุบัน PREMARIN 0.625 MG Folic Calcium 
ชื่อ คุณแม่ 
คำตอบ

 

>ไม่ทราบว่ายังมีอาการปวดศีรษะและอาเจียนอีกหรือไม่ ถ้ามีคงต้องขอแนะนำให้รีบปรึกษาอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาประสาทวิทยา แต่ถ้าไม่มีอาการดังกล่าวแล้ว เหลือแต่เพียงปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ ของร่างกายหลายจุด อาจเป็นอาการขาดฮอร์โมนหลังผ่าตัดรังไข่หรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้าได้รับยาฮอร์โมนทดแทนแล้ว อาการต่างๆ ควรจะหายไป แต่ถ้ายังไม่หายและถามว่ามีโอกาสเป็นโรครูมาติซั่มหรือไม่ บอกได้ว่าทุกคนมีโอกาสเป็นโรครูมาติซั่มได้ แต่มีความมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดของโรคและปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง และถ้าถามว่าเป็นโรคอะไรได้บ้าง ประวัติที่ให้มายังไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรคค่ะ

 

>อาการปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ ของร่างกายหลายจุด ต้องประเมินและแยกว่าเป็นอาการปวดจากข้อโดยตรง หรือเป็นอาการปวดจากเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อยู่รอบข้อ หรือจากเนื้อเยื่ออื่นๆ แล้วปวดร้าวไปที่ข้อ โดยส่วนตัวและข้อมูลเพียงเท่านี้ เกิดความสงสัยว่าอาจจะเป็นอาการปวดที่ข้อจริงเพราะมีอาการปวดที่ข้อนิ้วมือทั้งหมดและปวดหลายข้อ ในกรณีที่มีอาการปวดข้อเพียงอย่างเดียวมีได้หลายสาเหตุ เช่น มีการแพ้ยา/อาหาร/สารเคมีบางอย่าง มีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือมีการติดเชื้อซ่อนเร้นบางอย่างในร่างกาย มีความผิดปกติของฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไต เป็นต้น ส่วนในกรณีที่มีอาการปวดข้อร่วมกับมีการอักเสบของข้อ คือ มีอาการบวม แดง หรือร้อนบริเวณข้อ และมีอาการติดต่อกันนานเกิน 6 สัปดาห์ บอกได้ว่าเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งต้องมาวิเคราะห์หาโรคที่จำเพาะต่อไปอีก ยกเว้นบางรายอาการปวดข้ออาจเป็นอาการเริ่มแรกโดยยังไม่มีการอักเสบของข้อได้ โดยเฉพาะในรายที่อาการเป็นมากขึ้น บ่อยขึ้น และเป็นติดต่อกันนานขึ้นเรื่อยๆ จะมีโอกาสเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังได้ในระยะต่อมา ซึ่งต้องอาศัยการติดตามดูอาการต่อไปเป็นระยะๆ ค่ะ

>การวินิจฉัยโรคในกลุ่มรูมาติซั่มในหลายกรณีพบว่าการตรวจเลือดอาจไม่สามารถช่วยวินิจฉัยโรคบางโรคได้ โดยเฉพาะในระยะแรกของโรค จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วจึงพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป จึงจะสามารถให้การวินิจฉัยและให้การรักษาได้ถูกต้อง/แม่นยำ ดังนั้นขอแนะนำให้ปรึกษาอายุรแพทย์โรคข้อฯ โดยตรงตามสถานพยาบาลที่สะดวก สามารถดูได้จากทำเนียบอายุรแพทย์โรคข้อของสมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย แม้ยังไม่ได้ update ฐานข้อมูล แต่ก็ถือได้ว่ามีความถูกต้อง/ใกล้เคียงมากที่สุดค่ะ http://www.thairheumatology.org/list_bkk.php  

พญ.เยาวลักษณ์  จินดาบรรเจิด


สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย
ขอเชิญ

ผู้ป่วยและผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาความรู้โรคข้อสู่ประชาชนครั้งที่ 19
เรื่อง
 
ข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (AS)
ข้ออักเสบผื่นสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis)
โรคเอสแอลอี (SLE)

ในวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 8.30-15.00 น.
ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้นที่ 12 โรงพยาบาลราชวิถี

ติดต่อสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 081 6581524 / 02 7166524